ทำความเข้าใจ 5 ประเด็นที่ รถญี่ปุ่น น่าจับต้องกว่าของยุโรป

Understand 5 issues that Japanese cars are more tangible than European ones.
หัวข้อที่น่าสนใจ

เรียกได้ว่าเป็นข้อถกเถียงกันมายาวนานแล้วว่าหากในกรณีที่คุณกำลังต้องการจะซื้อ รถยนต์คันใหม่ แล้วดันมีงบในกระเป๋าอยู่หนาพอสมควรเลย ก็มักจะมีเสียงมานำหรือยุยงให้เลือกรถยนต์จากฝั่ง จะดีกว่า เนื่องจากมองว่า รถญี่ปุ่น นั้นไม่อาจจะตอบสนองการใช้งานได้เทียบเท่า แต่หากเรามาดูตามข้อเท็จจริงแล้วมันเป็นแบบนั้นจริงหรือ ด้วยเหตุนี้ทางทีมงานโมโตเช็คอินจึงได้ไปค้นคว้ารวมถึงรวบรวมข้อมูลมาสรุปให้ท่านผู้อ่านเข้าใจกันทั้ง 5 ประเด็นแล้ว จะเป็นอย่างไรไปดูกันเลย!

รถยุโรป ประสิทธิภาพดีกว่า รถญี่ปุ่น จริงหรือ?

รถยุโรปขึ้นชื่อเรื่องของ สมรรถนะเเละเทคโนโลยีที่เหนือกว่า รถญี่ปุ่น
รถยุโรปขึ้นชื่อเรื่องของ สมรรถนะเเละเทคโนโลยีที่เหนือกว่า รถญี่ปุ่น

สังเกตได้จากระยะเวลาร่วมปีที่ผ่านมานี้นั้น ไม่ว่าเราจะเดินทางไปใหนบนท้องถนนก็ตามก็สามารถเห็นได้ชัดว่าปริมาณของรถยนต์จากทางฝั่งยุโรปมีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่ายชั้นนำอย่าง  mercedes benz ที่หลายท่านรู้จักกันเป็นอย่างดี ดูได้จากช่วงต้นปีหรือปลายปีก็จะพบว่ายอดจองทะลุเป้าอยู่บ่อยๆ และก็จะมีการจัดโปรของทางศูนย์จำหน่ายให้ดูเหมือนเข้าถึงง่ายแต่อย่างไรแล้วราคาค่าตัวของ รถยุโรป นั้นก็ค่อนข้างแพงกว่าแบรนด์จากทางเอเชียอยู่ดี ซึ่งการใช้งานในปัจจุบันนี้ รถญี่ปุ่น ก็ไม่ได้แย่กว่าเท่าไหร่นัก สรุปแล้วก็ขึ้นอยู่กับความชอบและรสนิยมของบุคคลเสียมากกว่า ไม่ได้แปลว่าสรรถนะของรถยุโรปจะดีกว่าเสมอไป!

5 ประเด็นที่ รถญี่ปุ่น น่าซื้อมาใช้งานมากว่ารถยนต์ฝั่งยุโรป

รถญี่ปุ่น Honda Accord ปี 2023
รถญี่ปุ่น Honda Accord ปี 2023

หากพูดกันถึงหลักความเป็นจริงแล้ว ปัจจุบันนี้การผลิตและพัฒนารถยนต์ของทางฝั่ง ญี่ปุ่น จัดได้ว่าเริ่มก้าวหน้าไปอย่างก้าวกระโดดและต่อเนื่องไม่แพ้กับ รถยุโรป เลยทีเดียว จนกลายเป็นที่ยอมรับจากผู้ใช้งานทั่วโลก อย่างที่ได้เกริ่นเอาไว้ว่าทางทีมงานจะพาทุกท่านไปดูกันว่าเหตุผลใดปัจจุบันนี้ รถญี่ปุ่น จึงน่าจับต้องมากกว่าในอดีต

ประเด็นที่ 1. รถญี่ปุ่นมีค่าบำรุงรักษาที่ถูกกว่า

เดี๋ยวนี้นั้นรถยนต์ของทางฝั่งยุโรปเริ่มมีการเสนอขายเกี่ยวกับแพ็คเกจในการบำรุงรักษา แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเมื่อเจ้าแพ็คเกจนี้หมดอายุลง มั่นใจได้เลยว่าผู้ใช้งานจะต้องเจอกับค่าเซอร์วิสที่แพงลิบถึงจะมีข้อเสนอสำหรับรถยนต์บางรุ่นออกมาว่าสามารถซื้อแพ็คเกจบำรุงรักษาได้อย่างต่อเนื่องก็จริงแต่ก็ต้องแลกมาด้วยราคาหลักแสนเลยทีเดียว

กลับกับเมื่อมาดูที่ รถญี่ปุ่น ก็พบว่าไม่แทบไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อแพ็คเกจเหล่านี้เพิ่มเติมเลย เนื่องจากในส่วนของค่าบริการสำหรับเช็กระยะค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว จะมีก็เพียงระยะทุก 40,000 กิโลเมตร ที่อาจมีค่าใช้จ่ายยู่ที่ประมาณหลักหมื่นต้นๆ เท่านั้น ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนอะไหล่หลังหมดระยะรับประกันในส่วนนี้บอกเลยว่าอย่างไรแล้ว รถญี่ปุ่น มีราคาที่ถูกกว่ารถยุโรปอย่างแน่นอน รวมถึงปัญหาจุกจิกต่างๆ ก็มีให้พบเห็นน้อยกว่ามาก

ประเด็นที่ 2. ทางแบรนด์รถญี่ปุ่นให้อุปกรณ์มาตรฐานมาเยอะกว่า (เฉพาะรถที่ราคาใกล้เคียงกัน)

ถ้าเรานำ รถญี่ปุ่น ในรุ่น TOP สุดมาเปรียบเทียบกับ รถยุโรปรุ่นเริ่มต้นขนาดเล็ก จะสามารถสังเกตเห็นได้ชัดเลยว่า ในส่วนของ อุปกรณ์มาตรฐาน ท่าทางแบรนด์ให้มาตั้งแต่โรงงานนั้นทางฝั่งของ รถญี่ปุ่น มีมาให้ค่อนข้างที่จะครบกว่าของยุโรป ยกตัวอย่าง รถยนต์ของญี่ปุ่นบางรุ่นนั้นทางแบรนด์ได้เพิ่มเติมลงมาสำหรับระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ แต่กลับกับรถยุโรปที่มีราคาค่าตัวใกล้เคียงกันนั้นอาจจะยังไม่มี

ซึ่งนี่ก็คืออีกประเด็นหนึ่งที่สร้างข้อได้เปรียบให้กับ รถญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีในเรื่องของการออกแบบห้องโดยสารได้มีความกว้างขวางสามารถใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์อีกด้วย

ประเด็นที่ 3. รถญี่ปุ่นมีราคาขายต่อที่ขาดทุนน้อยกว่า

Toyota Camry 2.5 HV Navi รถญี่ปุ่น ปี 2016
Toyota Camry 2.5 HV Navi รถญี่ปุ่น ปี 2016

ปกติแล้วนั้นทางฝั่งยุโรปจะมีราคาขายรถยนต์ต่อ ได้ราคาตกลงมาจากป้ายแดงเยอะอยู่พอสมควร อธิบายให้เข้าใจได้ง่ายๆอย่างในรุ่น Mercedes-Benz E300 Bluetec Hybrid Executive W212 รุ่นปี 2016 นั้น ราคาป้ายแดงอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านกว่า แต่กลับกันราคามือสองในปัจจุบันอยู่ที่เพียงแค่ 1 ล้านบาทต้น

โดยเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับ รถญี่ปุ่น อย่างรุ่น Toyota Camry 2.5 HV Navi ปี 2016 ที่จัดเป็นรุ่น TOP โดยมีราคาป้ายแดงอยู่ที่ 1,879,000 บาท แต่ในปัจจุบันนี้ราคามือสองยังคงอยู่ที่ราวๆ 8 แสนกว่าบาท สามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่าส่วนต่างที่หายไปมากโขเลยทีเดียว

ประเด็นที่ 4. จ่ายเบี้ยประกันภัยถูกกว่ารถยุโรป

ถึงแม้ว่าในส่วนของเบี้ยประกัน รถญี่ปุ่น และรถยนต์ทางฝั่งยุโรปจะเท่ากันก็ตาม แต่ทางบริษัทประกันก็มักจะมีการเรียกเก็บค่าประกันรถยุโรปที่ค่อนข้างแพงกว่าถึงหลักหมื่นบาทเลยทีเดียว ซึ่งก็หมายความว่าหากเกิดความเสียหายกับตัวรถ ค่าซ่อมบำรุงนั้นก็จะจะแพงกว่าอย่างแน่นอน และส่วนใหญ่แล้วในบ้านเราบริษัทที่รับประกันสำหรับรถยุโรป ก็ยังมีน้อยกว่า รถญี่ปุ่น ทำให้ในการเปรียบเทียบด้านราคาน้อยลงตามไปด้วยนั่นเอง

ประเด็นที่ 5. สบายใจในการขับใช้งานในชีวิตประจำวันมากกว่า

จากประเด็นทั้งหมดนี้นั้น โดยเฉพาะในส่วนของค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของ รถยุโรป ที่ค่อนข้างแพงกว่า รถญี่ปุ่น ในหลายแง่ด้วยกัน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใด รถญี่ปุ่น จึงน่าจับต้องมากกว่าของยุโรป และเมื่อพูดถึงการใช้งานในชีวิตประจำวันนั้นแน่นอนว่าต้องสบายใจกว่ามาก เนื่องจากผู้ใช้งานกล้าที่จะนำรถออกไปใช้ลุยในสถานการณ์ต่างๆได้มากกว่า และยังสามารถประหยัดเงินของท่านได้ทั้งในระยะยาว ทำให้มีงบประมาณไปใช้จ่ายอย่างอื่นเพิ่มเติมได้อีกด้วย

รถญี่ปุ่น สบายใจในการใช้งานกว่ารถยุโรป อย่างแน่นอน
รถญี่ปุ่น สบายใจในการใช้งานกว่ารถยุโรป อย่างแน่นอน

และสำหรับผู้ที่มีคติประจำใจว่าขับเดิมๆยอมเดินดีกว่า การเลือกซื้อ รถญี่ปุ่น มาตกแต่งตามรสนิยมตนเองก็เป็นอะไรที่คุ้มและตอบโจทย์ได้มากว่าอีกด้วย

หากท่านใดต้องการอ่านบทความเกี่ยวกับรถยนต์ต่อสามารถคลิกที่ลิงค์ motorcheckin ได้เลย หรือจะเลือกดูการรีววิรถภายในเว็บไซต์เราก็มีอยู่มากมายเช่นกันสามารถเข้ามาอัปเดตรถใหม่ๆได้ที่เว็บไซต์นี้เลย!

Jack Dunlop