วันที่

18/06/2024

ปตท

ปตท

บางจาก

บางจาก

shell

Shell

esso

Esso

caltex

Caltex

pt

PT

susco

Susco

แก๊สโซฮอล์ 95

38.05

38.05

38.35

38.05

38.05

38.05

38.05

แก๊สโซฮอล์ 91

36.28

36.28

36.78

36.28

36.28

36.28

36.28

แก๊สโซฮอล์ E20

35.94

35.94

36.44

35.94

35.94

35.94

35.94

แก๊สโซฮอล์ E85

35.69

35.69

-

-

-

-

-

เบนซิน 95

45.94

-

-

-

47.11

46.44

46.09

ดีเซล B7

29.94

29.94

30.24

29.94

29.94

29.94

29.94

ดีเซล B10

29.94

29.94

-

29.94

29.94

29.94

29.94

ดีเซล B20

29.94

29.94

-

-

29.94

-

-

NGV

17.59

17.59

-

-

-

-

-

**ราคาเป็นราคาขายปลีกในเขตกทม. ไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น

ราคาน้ำมัน จาก ปตท, shell, esso, บางจาก caltex วันนี้

ค่าออกเทน (RON) คืออะไร?

ในประเทศไทย คุณสามารถพบน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ในรถยนต์ได้ 2 ประเภทคือ ค่าออกเทน 91 (RON 91) และ ค่าออกเทน 95 (RON 95) คนทั่วไปมักคิดว่า ค่าออกเทน หรือ RON เกี่ยวข้องกับคุณภาพของน้ำมันซึ่งส่งผลให้ราคาแตกต่างกันระหว่างน้ำมันทั้งสอง แต่ค่าออกเทน (RON) เป็นเพียงตัวย่อของ Research Octane Number (RON) ซึ่งหมายถึงกิ่งสาขาของไฮโดรคาร์บอนเท่านั้น

ค่าออกเทน 91 (RON 91) และค่าออกเทน 95 (RON 95) ต่างกันอย่างไร?

ตัวเลขแสดงถึงจำนวนกิ่งสาขาของไฮโดรคาร์บอน ยิ่งจำนวนกิ่งสาขาสูงขึ้นระดับการบีบอัดที่จำเป็นในการระเบิดเชื้อเพลิงก็จะยิ่งสูงขึ้น เมื่ออัตราส่วนกำลังอัดสูง แรงม้าต่อน้ำหนักเครื่องยนต์ก็สูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งจะทำให้คุณได้เครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงนั่นเอง

น้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละประเภทต่างกันอย่างไร

  • น้ำมันเชื้อเพลิงเบนซิน

เป็นเชื้อเพลิงที่กลั่นออกมาจากน้ำมันดิบ และนำมาปรับปรุงคุณภาพ เรียกว่า ออกเทน ซึ่งความเข้มข้น ของค่าออกเทนนั้น ขึ้นอยู่กับการใช้งานแต่ละประเภท เช่น เครื่องบิน, รถยนต์ เป็นต้น ส่วนใหญ่ที่เราเห็นกันบ่อยๆ จะเป็นตัว เบนซินออกเทน 95 หรือเรียกง่ายๆว่า เบนซิน 95 ที่มีความเข้มข้นสูงสุดที่ใช้กันในรถยนต์

  • เบนซินออกเทน 95

หรือเรียกง่ายๆว่า เบนซิน 95 เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีความเสถียรที่สุด และมีราคาสูง สามารถใช้ได้กับรถยนต์แทบทุกประเภท มีค่าออกเทนสูงอยู่ที่ 95% ทำให้การเผาไหม้ของเครื่องยนต์สมบูรณ์และสะอาด การตอบสนองในการขับขี่เต็มประสิทธิภาพ

  • เบนซินออกเทน 91

เป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ที่มีค่าออกเทนอยู่ที่ 91% มีอัตราการเร่ง และการตอบสนอง ต่ำกว่าเบนซินออกเทน 95 เล็กน้อย ปัจจุบันภาครัฐ ทำการยกเลิกการขายน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดนี้ไปแล้ว

  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์

เริ่มจากแนวคิดพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในการหาสิ่งทดแทนพลังงานของน้ำมัน กับการแก้ปัญหาราคาตกต่ำของพืชผัก โดยแนวทางหลักๆ คือ ใช้แอลกอฮอล์ที่สกัดจากพืชของเกษตรกรไทย เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด ข้าว และอ้อย ที่เรียกว่า เอทานอล หรือ เอทิลแอลกอฮอล์ มาผสมผสานกับน้ำมันเบนซิน จนกลายมาเป็นพลังงานทดแทน แก๊สโซฮอล์ (Gasohol) ในปัจจุบัน ซึ่งสังเกตเห็นได้ว่า จะมี ตัว E และตามด้วยตัวเลข นั้นก็คือ จำนวนเปอร์เซ็น ที่มีเอทานอลผสมอยู่นั่นเอง

  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95(E10)

เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงในกลุ่มของแก๊สโซลีน ที่ถูกผลิตมาให้ใช้แทน เบนซินออกเทน 95 โดยมีส่วนผสมของ น้ำมันเบนซินออกเทน 95 : 9 ส่วน และเอทานอล(เอทิลแอลกอฮอล์)ที่มีความบริสุทธิ์ 99.5% : 1 ส่วน ทำให้แก๊สโซฮอล์ที่ออกมามีออกเทนเทียบเท่ากับ เบนซิน 95 ส่วนใหญ่ในปั้มน้ำมัน จะมีให้บริการมากกว่าน้ำมันที่เป็นออกเทน 95

  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91(E10)

เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของ น้ำมันเบนซินออกเทน 91: 9 ส่วน ผสมกับเอทานอล ที่มีความบริสุทธิ์ 99.5% : 1 ส่วน มีข้อดีคือ ราคาถูก และเป็นที่นิยมอย่างมาก ไม่มีผลกระทบต่อสมรรถนะเครื่องยนต์ และอัตราการเร่งไม่แตกต่างจากน้ำมันเบนซินออกเทน 91 มากนัก

  • น้ำมันแก๊สโซฮอลล์ E20

เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของ น้ำมันเบนซินออกเทน 95 : 80% ผสมกับเอทานอล 20% มีราคาถูก ประสิทธิภาพการใช้งาน อัตราในการเร่งจะด้อยกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 เน้นการใช้งานในเมืองเป็นหลัก

  • น้ำมันแก๊สโซฮอลล์ E85

เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของ น้ำมันเบนซินออกเทน 95 : 15% ผสมกับเอทานอล 85% เป็นน้ำมันที่มีราคาถูกที่สุด เพราะมีปริมาณส่วนผสมของน้ำมันเบนซินออกเทนที่ค่อนข้างน้อย มีการระเหยสูง เพราะมีส่วนผสมของแอลกอฮอลมาก การเผาไหม้ที่ไวกว่าน้ำมันชนิดอื่น เเม้จะมีราคาถูก แต่ก็ต้องเติมน้ำมันบ่อยกว่าชนิดอื่นๆ  และต้องใช้กับรถยนต์ FFV (Flexible Fuel Vehicle) เท่านั้น หากรถของคุณไม่ได้ระบุว่าสามารถเติมน้ำมันแก็สโซฮอล์E85 ก็ห้ามเติมโดยเด็ดขาด เพราะจะส่งผลให้เครื่องยนต์ได้

  • น้ำมันเชื้อเพลิงดีเซล

เป็นส่วนหนึ่งของน้ำมันดิบที่ได้จากโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งเป็นน้ำมันที่เรียกว่า น้ำมันใส หรือ Distillate Fuel มีจุดเดือดสูง อยู่ที่ประมาณ 180-370 องศาเซลเซียส เครื่องยนต์ดีเซลเป็นเครื่องยนต์ที่มีแรงอัดสูง (High Compression) และสามารถจุดระเบิดได้เอง การจุดระเบิดของเชื้อเพลิงชนิดนี้เกิดขึ้นมาจากความร้อนของแรงอัดสูงของอากาศในกระบอกสูบ โดยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้หัวเทียน น้ำมันดีเซล สามารถแบ่งตามคุณสมบัติที่ใช้ คือ

  • น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว(HSD: High Speed Diesel Oil)

เป็นที่รู้จักกันในชื่อ น้ำมันโซล่า ใช้กับเครื่องยนต์ที่มีความเร็วรอบสูงเกิน 1,000 รอบต่อนาทีขึ้นไป (Automotive Diesel Oil หรือ Gas Oil) เช่น รถยนต์, รถบรรทุก, เรือประมง, เรือโดยสาร, รถแทรกเตอร์ เครื่องยนต์ประเภทนี้ จำเป็นต้องใช้น้ำมันที่มีค่าซีเทนสูงและมีการะเหยเร็ว มิฉะนั้นเครื่องยนต์จะเดินไม่สะดวก ถ้าใช้กับเรือเดินสมุทรมักเรียกว่า Marine Gas Oil

  • น้ำมันดีเซลหมุนช้า(LSD: Low Speed Diesel Oil)

ใช้กับเครื่องยนต์ที่มีความเร็วรอบต่ำกว่า 1,000 รอบต่อนาที (Industrial Diesel Oil) เช่น เครื่องจักรกล เป็นน้ำมันผสมระหว่างน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (Distillate Fuel) และน้ำมันเตา (Fuel Oil, FO หรือ Heavy Fuel Oil, HFO) ในอัตราส่วนที่มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดของหระทรวงพาณิชย์

แน่นอนอยู่แล้วว่า เหมาะสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล และห้ามใช้น้ำมันเบนซินเด็ดขาด เพราะหลักการทำงานของเครื่องยนต์ดีเซลกับเบนซินจะแตกต่างกัน เช่น การจุดระเบิดภายในห้องเผาไหม้ การจ่ายน้ำมัน หากมีการเติมน้ำมันผิดประเภทเข้าไป จะส่งผลเสียโดยตรงต่อเครื่องยนต์

น้ำมันเชื้อเพลิงดีเซล จะมีสูตรที่ตายตัว แต่ในปั้มน้ำมันบางแห่ง จะมีน้ำมันดีเซลตัวพิเศษ ซึ่งเรียกว่า ดีเซลเกรดพรีเมียม ซึ่งจะมีราคาสูง แต่ส่งผลดีกับเครื่องยนต์มากกว่าน้ำมันดีเซลเกรดปกติ

  • น้ำมันดีเซล เกรดพรีเมี่ยม

น้ำมันดีเซลเกรดพรีเมียม ของแต่ละแบรนด์ จะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นน้ำมันตัวพิเศษ ที่มีราคาสูงกว่าแบบปกติ ข้อดีคือ มีการเผาไหม้ที่หมดจด ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ทำงานได้อย่างเต็มที่ ช่วยชะล้างสิ่งสกปรกภายในเครื่องยนต์ได้

  • ไบโอดีเซล

เป็นเชื้อเพลิงเหลวที่ผลิตจากน้ำมันพืชและไขมันสัตว์ เช่น ปาล์ม สบู่ดำ มะพร้าว ทานตะวัน ถั่วเหลือง เมล็ดเรพ และน้ำมันพืช/น้ำมันสัดว์ที่ผ่านการใช้งานแล้ว นำมาทำปฏิกิริยาทางเคมี “transesterification” ร่วมกับเมทานอลจนเกิดเป็น สารเอสเตอร์ ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล เรียกว่า “ไบโอดีเซล” หรือ “B100” ในปัจจุบัน

  • น้ำมันไบโอดีเซล B7

น้ำมันไบโอดีเซล B7 คือ น้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล 7% และสารเติมแต่งคุณภาพสูงที่ช่วยชะล้างทำความสะอาดเครื่องยนต์ ป้องกันการเกิดสนิม ลดมลพิษ

  • น้ำมันไบโอดีเซล B10

น้ำมันไบโอดีเซล B10 คือ น้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล 10% แต่ทางกระทรวงพลังงาน เตรียมออกประกาศ ในวันที่ 1 ต.ค. 2563 เปลี่ยนชื่อน้ำมันดีเซล B10 เป็น ดีเซล

  • น้ำมันไบโอดีเซล B20

น้ำมันไบโอดีเซล B20 เป็นน้ำมันดีเซลที่ถูกปรับปรุงให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และมีราคาประหยัด โดยรถที่จะเติมน้ำมันไบโอดีเซล B20 ได้จะต้องเป็นรถที่ผ่านมาตรฐาน EURO 4 เท่านั้นจึงจะรองรับ โดยส่วนผสมหลักของน้ำมันชนิดนี้คือ ไบโอดีเซลเมทิลเอสเตอร์ (B100) ในอัตราส่วน 20% และน้ำมันดีเซล 80% แต่ในปัจจุบัน กรมธุรกิจพลังงานเตรียมยกเลิกการจำหน่าย ดีเซล B20 แล้วในอนาคต